อิฐมวลเบาคืออะไร?

คอนกรีตมวลเบา บล็อกมวลเบา

ประเภทของคอนกรีตมวลเบา
จำแนกตามลักษณะวัสดุผสม แบ่งออกเป็น 3 ประเภทดังนี้


คอนกรีตมวลเบา
1.คอนกรีตที่ใช้มวลรวมเบา (Lightweight Aggregate Concrete)
เป็นคอนกรีตที่มีหน่วยน้ำหนักระหว่าง 300 – 1,800 กก./ลบ.ม. ได้จากการใช้วัสดุผสมที่มีช่องว่างหรือรูพรุนอยู่ภายในแทนที่ส่วนผสมของมวลรวมหยาบ ทำให้คอนกรีตที่ได้มีน้ำหนักเบา มีกำลังไม่สูงมากนักและมีการดูดซึมน้ำที่สูง

 


     2.คอนกรีตไม่มีส่วนละเอียด (No-Fines Concrete)
คือ คอนกรีตที่ไม่ยอมให้มีอนุภาคขนาดเล็ก หรือส่วนผสมละเอียดอยู่ในส่วนผสมของคอนกรีตเลย เพื่อมิให้อนุภาคขนาดเล็กลงไปอุดตันช่องว่างที่เกิดขึ้นภายในเนื้อคอนกรีต ทำให้คอนกรีตมีน้ำหนักเบา คอนกรีตประเภทนี้จึงไม่ใส่ทรายลงในส่วนผสม โดยมีเพียงแต่มวลรวมหยาบ (หินหรือมวลรวมเบาอื่นๆ) ซึ่งปกติจะใช้มวลรวมหยาบขนาดเดียว และมีน้ำปูนเคลือบอยู่หนาไม่เกิน 1 – 3 มิลลิเมตร คอนกรีตประเภทนี้มีช่องว่างหรือโพรงอยู่มาก ส่งผลให้กำลังค่อนข้างต่ำ หน่วยน้ำหนักของคอนกรีตมีค่าประมาณ 640กก./ลบ.ม. มวลรวมหยาบหลักที่ใช้ในการทำคอนกรีตชนิดนี้ คือ Gravel, Crushed stone, Coarse clinker, Sintered pulverized-fuel ash, Expanded clay or shale, Expanded slate และ Foamed slag

 


     3.คอนกรีตเติมฟองอากาศ (Aerated Concrete) คือ คอนกรีตที่ได้จากการผสมฟองอากาศขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.1 – 1.0 มิลลิเมตร หรือที่เรียกว่า โฟม ลงในคอนกรีต การผสมมี 3 วิธี คือ
         3.1 การผสมโดยอาศัยปฏิกิริยาทางเคมี (Chemical Aerating) คือ การใช้สารเคมีประเภทAluminum powder หรือใช้ Hydrogen peroxide ที่ร่วมกับ Bleaching powder ผสมเข้ากับคอนกรีตเพื่อทำให้เกิดฟองอากาศขนาดเล็กที่มีลักษณะคล้ายฟองน้ำขึ้นภายในเนื้อคอนกรีต ฟองอากาศเหล่านี้เกิดจากการทำปฏิกิริยาระหว่างซีเมนต์เพสต์กับสารเคมี ซึ่งจะทำให้คอนกรีตพองตัวฟูขึ้นมีปริมาตรมากกว่าเดิมหลายเท่า และเมื่อแข็งตัวแล้วก็จะกลายเป็นคอนกรีตที่มีรูเล็กๆอยู่ภายในมากมาย ด้วยวิธีนี้อาจทำคอนกรีตให้เบากว่าน้ำได้ถึง 3 เท่า คือหนักเพียง 320 กก./ลบ.ม. และอาจเรียกคอนกรีตประเภทนี้ว่า “Gas Aerated Concrete”
         3.2 การผสมสารที่ทำให้เกิดโฟม (Foaming Mixture) คือ การใช้สารกักกระจายฟองอากาศ (Air-entrained foam) ผสมร่วมกับคอนกรีต สารชนิดนี้เป็นสารอินทรีย์ที่ทำปฏิกิริยาบนผิวก่อให้เกิดฟองอากาศเล็กๆ ในปริมาณที่สามารถควบคุมได้ภายในเนื้อคอนกรีต ฟองอากาศนี้จะกระจายตัวอยู่สม่ำเสมอและไม่ทะลุซึ่งกันและกัน
         3.3 การผสมโดยทำให้เกิดโฟมก่อนแล้วผสมกับมอร์ต้า เป็นวิธีการสร้างฟองก่อนแล้วจึง ผสมร่วมกับซีเมนต์เพสต์ (Preformed foam) อาจเรียกคอนกรีตประเภทนี้ว่า “Foam Aerated Concrete” หรือ “Cellular Lightweight Concrete”

 

 


จำแนกตามหน่วยน้ำหนักของคอนกรีตมวลเบา (บล็อกมวลเบา) แบ่งออกเป็น 3 ประเภทดังนี้

1.คอนกรีตเบาชนิดทำฉนวน (Insulating Lightweight Concrete) มีหน่วยน้ำหนักอยู่ระหว่าง 315 – 1,100 กก./ลบ.ม. และมีกำลังต้านทานแรงอัดเมื่ออายุ 28 วัน ระหว่าง 6 – 70 กก./ลบ.ม.
2.คอนกรีตเบาชนิดทำเป็นโครงสร้าง (Structural Lightweight Concrete) มีหน่วยน้ำหนักอยู่ระหว่าง 1,400 – 1,800 กก./ลบ.ม. และมีกำลังต้านทานแรงอัดเมื่ออายุ 28 วัน ไม่ต่ำกว่า170 กก./ลบ.ม.
3.คอนกรีตชนิดกึ่งเบา (Semi-Lightweight Concrete) มีหน่วยน้ำหนักอยู่ระหว่าง1,800 – 2,050 กก./ลบ.ม. นำมาทำพวกคอนกรีตบล็อกสำหรับกำแพงรั้ว และใช้เป็นวัสดุทนไฟกำลังต้านทานแรงอัดไม่ต่ำกว่า 120 กก./ลบ.ม.
กระบวนการผลิตในการผลิต บล็อกคอนกรีตมวลเบาชนิด CLC มีขั้นตอนดังนี้
    3.1 ขั้นตอนการนำเข้าวัตถุดิบ
         3.1.1 ระบบกึ่งอัตโนมัติ (Semi Auto Feed) คนงานชั่ง ตวง ทรายและปูน นำเข้าสายพานลำเลียง เมื่อแล้วเสร็จจึงไปเตรียมรถลำเลียงเพื่อลำเลียงมอต้าร์ ระยะเวลาในการลำเลียง ประมาณ 5-8 นาที
         3.1.2 ระบบอัตโนมัติ (Auto Feed) ควบคุมการนำเข้าวัตถุดิบ โดยผู้คุมเครื่องผสม ในการผสมครั้งที่ 2ทรายและปูนจะถูกลำเลียงรออยู่ใน ถังชั่ง ทำให้ระยะเวลาในการลำเลียงลดลง 2-3 นาที
    3.2 ขั้นตอนการผสม ควบคุมเครื่องผสม เพียงกดปุ่ม เปิดน้ำ, หมุนเครื่องผสม (Mixer), ปล่อยโฟม ระยะเวลาในการผสม ประมาณ 5-10 นาที
    3.3 ขั้นตอนการลำเลียง นำรถลำเลียงเข้ารับ มอร์ต้าร์CLC แล้วนำไปเทลงในโมล ระยะเวลาในการปล่อย มอร์ต้ารCLC ประมาณ 3-5 นาที
    3.4 ขั้นตอนการขึ้นรูป หลังจากเทแล้วรอให้มอร์ต้าร์CLC เซทตัว ระยะเวลาประมาณ 2.30 - 3.00 ชั่วโมง ทั้งนึ้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ชนิดของปูน และ ส่วนผสมที่ใช้ (Mix design)
    3.5 ขั้นตอนการถอดโมล นำเครื่องถอดโมลเข้าทำการถอด โครงโมล(Frame) ออกนำโครงโมล (Frame) ที่ถอดออกไปทำความสะอาดและ เตรียมใช้สำหรับการผลิตได้อย่างต่อเนื่องเครื่องถอดและเครื่องตัดเดินตามกัน ใช้พนักงานเครื่องละ 1 คน ระยะเวลาในการ ถอดโมล ประมาณ 1 นาที/โมล
    3.6 ขั้นตอนการตัด นำเครื่องตัดเข้าตัด โดยใช้โครงลวดตัดตามขนาดที่ต้องการ หลังจากตัดแล้ว ปล่อยชิ้นงานไว้วันรุ่งขึนจึงทำการเก็บ ใช้พนักงานควบเครื่อง 1 คน ระยะเวลาในการ ตัด ประมาณ 1 นาที/โมล
    3.7 ขั้นตอนการจัดเก็บ ทำการเก็บอิฐ โดยผลักก้อนออกจากพื้นโมล (Plate) ก่อนแล้วจึงทำการเก็บนำพาเลทมารองในการจัดเก็บ 3 โมล/พาเลท วางก้อนให้มีระยะห่างพอให้อากาศผ่านได้ ทิ้งไว้ประมาณ 3 วันแล้วจึงทำการแพ็คเพื่อส่ง
    3.8 ขั้นตอนการจัดเตรียมการผลิต นำเครื่องฉีดน้ำแรงดัน มาฉีดคราบปูนออกจากโมลใช้แผ่นใยสก๊อต์ไบร์ซลูบคราบปูน ทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่า แล้วนำไปวางบน พื้นโมล (Plate) ปรับแนวการจัดวางให้ตรงทาน้ำยาทาแบบที่พื้นโมล (Plate) และ โครงโมล (Frame) พร้อมสำหรับการผลิต

 

อิฐมวลเบาในประเทศไทย มี 2 แบบที่วางจำหน่าย คือ 

1. แบบ AAC (Autoclaved Aerated Concrete) 

       AAC คอนกรีตมวลเบาสีขาว คุณสมบัติพื้นฐานเป็นอย่างไร เหมาะสมกับประเทศไทย หรือไม่องค์ประกอบ มีอะไรบ้าง

  1.1 วัตถุดิบที่สำคัญที่ใช้ในการผลิตคอนกรีตมวลเบาประกอบด้วยปูนซีเมนต์ ทราย ปูนขาว ชีเมนต์ ยิปชั่ม สารกระจายฟองอากาศและผ่านการผสมด้วยสูตรพิเศษ เฉพาะตัวสัดส่วนในการ-ผสมอิฐมวลเบา

 •    ทรายละเอียด (สัดส่วน 50%)

 •    ยิปซั่ม (สัดส่วน 9%) 

 •    ปูนขาว (สัดส่วน 9%) 

 •    ซีเมนต์ (สัดส่วน 30%) 

 •    ผงอลูมิเนียม (สัดส่วน 2%) 

 และ ถูกทำให้แข็งด้วยการอบไอน้ำภายใต้ความดัน และ อุณหภูมิประมาณ 180 องศาเซลเซียสมีฟองอากาศมากประมาณ 75% ทำให้เบา(ลอยน้ำได้) ฟองอากาศเป็น closed cell ไม่ดูดซึมน้ำ(ดูดซึมน้ำน้อยกว่าอิฐมอญ 4 เท่า) ความเบาก็จะทำให้ประหยัดโครงสร้างและสานเคมีที่กระจายอย่างสม่ำเสมอในเนื้อวัสดุ ผ่านการอบไอน้ำ ภายใต้อุณหภูมิและความดันที่เหมาะสม ด้วยเครื่องจักรที่ได้มาตรฐานจากเยอรมันนี 

                   ข้อมูลอ้างอิง http://www.pongjadesada.com/article/id6.aspx 

 

      ปัญหาที่เจอ ประเทศไทยเป็นประเทศภูมิอากาศร้อนชื้น มีฝนตกชุก AAC มีอัตราการดูดความชื้นสูง จากการที่มียิปซั่มเป็นส่วนผสม ทำให้เกิดเชื้อราสะสมภายใน ถึงแม้ในการก่อสร้างจะใช้ wall paper ปิดทับไว้ แต่เมื่อความชื้นซึมเข้าไปก็จะทำให้กระดาษบวมน้ำและโป่งขยายตัว ซึ่งทั้งหมดมีสาเหตุมาจากการที่ผนังมีความหนาของการฉาบน้อยมาก เช่น ประมาณ 5 มม. (เนื่องจากค่าวัสดุฉาบมีราคาแพงกว่าปกติ)

  • ทางแก้ไข คือ ถึงแม้ว่าวัสดุจะมีอัตราการดูดซึมน้ำสูง ก็สามารถแก้ไขได้คือต้องเพิ่มความหนาของการฉาบให้หนาขึ้น พร้อมกับเสริมด้วยวัสดุกันซึม จำพวก water repellant เพื่อลดการดูดซับน้ำที่ผิวผนัง 
  •  ทางแก้ไขอีกทางหนึ่งก็คือ หมั่นตรวจสอบและสีทาภายนอกอยู่เป็นประจำ เมื่อสีเริ่มมีความแข็งกรอบ เนื่องจากผ่านร้อนผ่านฝน ก็จะไม่ยืดหยุ่น และจะเกิดรอยแตก อันเป็นสาเหตุของความฃื้นสามารถผ่านเข้าไปได้

 

2. แบบ CLC (Cellular Lightweight Concrete)  

      CLC คอนกรีตมวลเบาสีเทา คุณสมบัติพื้นฐานเป็นอย่างไร เหมาะสมกับประเทศไทย หรือไม่

       องค์ประกอบ (Circular Lightweight Concrete) ประกอบด้วยวัสดุประสาน เช่น ปูนซีเมนต์ น้ำ ทราย และโฟม

         คอนกรีตประเภทนี้จะมีการหดตัวมากกว่า กรณีที่ผู้ผลิตขาดความรู้ความสามารถในการผลิต เรื่องสูตรน้ำยาโฟม และกระบวนการผลิตเป็นผลให้ปูนฉาบแตกร้าวได้ง่าย ไม่ค่อยแข็งแรง เพราะว่าคอนกรีตที่ไม่ผ่านกระบวนการอบไอน้ำภายใต้ความดันสูงนี้ส่วนใหญ่เนื้อผลิตภัณฑ์มักจะมีสี เป็นสีปูนซีเมนต์ คอนกรีตประเภทนี้จะมีการหดตัวมากกว่า ทำให้ปูนฉาบแตกร้าวได้ง่าย ปัจจุบันระบบ CLC ได้พัฒนาและแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้แล้ว แต่ยังไม่เป็นที่แพร่หลายกับผู้ผลิตรายเล็ก จะทำได้กับผู้ผลิตบางรายที่มีความรู้ ทำให้มีปัญหาแตกร้าวตามมาส่งผลให้ระบบ CLC ไม่เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง  

•    การนำไปใช้ ทำได้ทั้งแบบอิฐก่อผนังแบบมวลเบาสีขาว AAC และนำไปหล่อเป็นผนัง Precast เพื่อลดน้ำหนักผนังต่อตารางเมตร หรือระบบหล่อผนังในที่ เพื่อลดคนงาน และระยะเวลาในการก่อฉาบ ซึ่งเป็นปัญหาด้านแรงงานฝีมือในปัจจุบัน 

•    ปัญหาที่เจอ ความไม่เข้าใจถึงพฤติกรรมของคอนกรีตมวลเบา ข้อจำกัด ข้อดีข้อเสีย ทำให้การนำไปใช้งานขาดความเอาใจใส่ การสังเกต และการยอมรับความจริงการเรียนรู้ของช่างปูนที่เคยชินกับวิธีการเดิมๆ ไม่ได้เรียนรู้การใช้มวลเบา CLC แล้วปัดให้เป็นปัญหาของอิฐมวลเบาไป ทำให้ CLC เป็นจำเลยที่ไม่มีข้อโต้แย้ง และเป็นจำเลยที่ผิดจริงในบางผู้ผลิต 

o    ทางแก้ไข คือ ความทำความเข้าใจ รู้จุดอ่อนจุดแข็ง และป้องกันหรือลดความเสียหายก่อนที่จะเกิดเพื่อให้อยู่ในระดับที่สามารถยอมรับได้ หรือไม่ทำให้เป็นปัญหาต่อการใช้งาน 

 

การใช้ AAC กับ CLC ในประเทศที่พัฒนาแล้ว 

 ทำไมการใช้งาน AAC เหมาะสมกับประเทศที่มีสภาพอย่างไร??

    เหมาะกับประเทศเขตหนาวจัดหรือร้อนจัดที่ความชื้นสัมพัทธต่ำ เนื่องจากการใช้งานจะต้องมีความหนามากกว่าปกติที่เห็นที่ใช้ในประเทศไทย เช่น ผนังภายนอกหนา 40 ซม. ดังนั้น ด้วยความหนามากมายขนาดนั้น จึงทำให้ความชื้นซึมเข้ามาได้น้อยมาก และอีกทั้งส่วนใหญ่มักจะใช้เป็นฉนวนชั้นในของบ้านมากกว่าการใช้เป็นผนังภายนอกที่สัมผัสกับสภาพอากาศโดยตรง

 

 การใช้งาน CLC ในประเทศยุโรป และเอเชียมีข้อดี และเสียอย่างไร??

       เนื่องจาก CLC เองก็มีคุณสมบัติความเป็นฉนวนที่ดีเช่นเดียวกับ AAC แต่เนื่องจาก AAC มีการบ่มด้วยไอน้ำ จึงทำให้เกิดปัญหาการหดตัวน้อยกว่า อีกทั้งระบบการผลิตแบบอุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องจักรมากกว่า จึงเหมาะสมกับประเทศแถบยุโรป ซึ่งมีค่าแรงงานสูงมาก อย่างไรก็ตามในประเทศแถบเอเชีย เช่น จึนและอินเดีย ซึ่งมีค่าแรงงานต่ำกว่า ก็นิยมใช้ CLC เป็นอย่างมาก เพราะสามารถผลิตได้ง่าย มีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก เพียงแต่ว่ามีการใช้งานที่ความหนาแบบเดียวกับยุโรป เช่น 15-20-30 ซม. ซึ่งทำให้มีคุณสมบัติความเป็นฉนวนได้เพียงพอ 

 

การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจมวลเบารายย่อย CLC

การลงทุน ,ขนาดการลงทุน 1,000 ก้อน 2,000 ก้อน 5,000 ก้อน

     เนื่องจากการลงทุนผลิต CLC มีการลงทุนที่ไม่สูงมากนัก หากสามารถขายได้ราคาก็จะสามารถคืนทุนได้เร็ว แต่ทั้งนี้ หากผู้ผลิตขาดความเอาใจใส่และความเข้าใจที่ดี ก็อาจนำมาซึ่งปัญหาคุณภาพที่แก้ไขไม่จบสิ้นได้ อย่างไรก็ตามขนาดการลงทุนหากมีจำนวนผลผลิตมากก็จะสามารถคืนทุนได้เร็ว เนื่องจากต้นทุนเฉลี่ยของการลงทุนก็จะน้อยกว่า  

 -    ผลตอบแทนในการลงทุนระบบมวลเบา CLC 

        การลงทุนในระบบ CLC ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนขนาดเล็กกำลังการผลิตต่อวันทุนตั้งแต่ 500 ก้อน 1000 ก้อน 2000 – 5000 ก้อน ใช้คนงานตั้งแต่ 3 – 20 คน ก็สามารถดำเนินการได้ด้วยทุนตั้งแต่ 500,000 บาท – 5 ล้านบาท

       การลงทุนประกอบด้วย โม่ปูนผสม เครื่องผลิตโฟม แบบหล่อสำเร็จ หรือแบบตัดก้อนแบบเปียก 

       การคืนทุนประกอบการสามารถคืนทุนได้ภายใน 6 เดือนในกรณีที่สามารถจำหน่ายได้ตามกำลังการผลิต และราคาขายต่อก้อนไม่เป็นที่แข่งขันสูงเกินไป 

- ความล้มเหลวของผู้ประกอบการรายย่อย แล้วไม่ประสบความสำเร็จ

 

คุณภาพสินค้า 

 คุณภาพมวลเบาที่ผู้ผลิต CLC รายย่อยประกอบการไม่มีคุณภาพด้วยหลายสาเหตุ

 1. ก้อนที่มีน้ำหนักมากเกินไป 9-11 กิโลกรัมต้องสิ้นเปลืองต้นทุนวัตถุดิบสูง

 2. มีปริมาณของเสียจากการผลิตสูง ด้วยการไม่เข้าใจกระบวนการผลิตในทุกขั้นตอน ซึ่งมวลเบามีความอ่อนไหวในการผลิต เป็นเหตุให้ต้นทุนก้อนเสียสูงได้

 3.การวางแผนกระบวนการผลิต ซ้ำซ้อน ไม่มีคุณภาพ ทำให้ไม่สามารถใช้แรงงานในการผลิตได้อย่างเต็มที่ ต้องเพิ่มคนงานซึ่งเป็นต้นทุนอย่างหนึ่ง และไม่สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตรายใหญ่กว่าได้

 การผลิต ไม่สามารถเพิ่มจำนวนก้อนได้เพราะเหตุใด ??

ผู้ผลิตมีข้อจำกัดด้านทุนประกอบการ การผลิตสินค้าให้ได้คุณภาพ โดยมีของเสียต่ำ

  • ต้นทุนการผลิต เหตุใดต้นทุนการผลิตต่ำแล้วไม่สามารถแข่งขันได้ ราคาขายต่ำ เพราะการแข่งขันในพื้นที่จัดส่งสูงมาก หรือ คุณภาพก้อนไม่ได้ตามที่ต้องการ
  • ต้นทุนการผลิตด้านอื่น ๆ ที่เป็นปัญหาต่อธุรกิจ 

       การผลิตจำนวนมาก เช่นโรงงานในพื้นที่เดียวกัน 2 ระยะทางการจัดส่งไม่เกิน 30 กิโลเมตร โรงงานขนาดเล็ก 2,000 ก้อนต่อวัน กับโรงงานขนาด 5,000 ก้อนต่อวัน ปัจจัยราคาต้นทุนปูนในการผลิตผู้ผลิตจำนวนมากจะต่ำกว่า และค่าแรงในการผลิตเฉลี่ยต่อก้อนจะต่ำกว่า การที่ผู้ผลิตรายเล็กจะสามารถชนะรายใหญ่กว่าด้วย คุณภาพสินค้า และต้นทุนต่ำกว่าโดยการทำก้อนให้เบาลง ประหยัดวัตถุดิบ แต่ยังสามารถคงคุณภาพและความแข็งของก้อนได้ดี  ด้วยวิธีการผลิตที่ลงทุนไม่สูงคืนทุนได้เร็ว  

  • ปัญหาในการผลิต 

      ก้อนแตกเยอะมาก, ค่าแรงสูง ใช้คนงานหลายคน, ผลิตแต่ละวันได้คุณภาพแตกต่างกัน, เป็นผลทำให้ต้องขายสินค้าในราคาเกรดบีซึ่งไม่สามารถทำกำไรได้

 

ทำไมประเทศไทยนิยม AAC กว่า CLC??

       AAC เป็นอิฐมวลเบาที่เข้าสู่ตลาดในประเทศไทยในยุคแรก ๆ โดยผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับโครงการ การให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภค จึงเป็นไปในทางบวกกับผลิตภัณฑ์ AAC ในตลาดมาโดยตลอด

 

       CLC ไม่เป็นที่นิยมมากนักเป็นเพราะผู้ผลิตส่วนมากเป็นรายย่อย การผลิตสินค้าให้ได้คุณภาพจึงแตกต่างกัน ความรู้ความสามารถในการผลิตแต่ละรายก็ไม่เหมือนกัน เครื่องจักรในการประกอบการ ไม่สามารถให้คุณภาพผลิตภัณฑ์ได้ดีมากนัก ด้วยเหตุในการผลิตให้ได้คุณภาพต้องอาศัยความรู้ และทักษะของคนงาน เมื่อคนงานเปลี่ยนไปคุณภาพก็คงที่ได้ยาก 

 

CLC สามารถมีคุณสมบัติเทียบเท่า AAC ได้หรือไม่

      ได้ เพราะ คุณสมบัติพื้นฐาน CLC เป็นไปในลักษณะที่เหมาะกับการใช้งานในประเทศไทยมาก แต่ด้วยปัจจัยของผู้ผลิต รายย่อย ที่แตกต่างกัน ผู้ซื้ออาจได้สินค้าที่ไม่ได้คุณภาพ และการแก้ปัญหาด้านการใช้งาน ผู้ผลิตรายย่อยไม่สามารถให้คำแนะนำแก่ผู้ซื้อ หรือผู้รับเหมาได้ 

 

การนำ AAC ไปใช้งานแล้วมีปัญหาตามมา เป็นเพราะเหตุใด

-    การดูดซึมน้ำสูง ทำให้ก้อนมีความชื้น แต่ด้วยข้อจำกัดด้านความหนาฉาบที่ต่ำจึงทำให้เกิดปัญหาตามมาที่แก้ไขได้ยาก

-    การไม่เปิดเผยจุดอ่อนให้ผู้ใช้งานทราบ จึงทำให้ผู้รับเหมาหลายรายต้องหันกลับไปใช้อิฐมอญหรืออิฐบล็อคแทน

-    ความสามารถช่างปูน การก่ออิฐมวลเบายังไม่เป็นที่แพร่หลายเหมือนอิฐมอญ หรืออิฐบล็อค เมื่อเกิดปัญหา ช่างไม่สามารถแก้ปัญหาการก่อได้

 

การนำ CLC ไปใช้งานแล้วมีปัญหาตามมา เป็นเพราะเหตุใด

 -    ความไม่เข้าใจถึงพฤติกรรมของคอนกรีตมวลเบา และจุดอ่อนจุดแข็งและการรับมือกับธรรมชาติของคอนกรีตมวลเบาอย่างถูกวิธี

 -    ความสามารถช่างปูน

 -    อิฐมวลเบาที่นำมาใช้งานไม่มีคุณภาพ ทำให้เกิดปัญหาแตกร้าวตามมา

 ข้อแนะนำเสนอแนะ ในการเป็นผู้ประกอบการอิฐมวลเบารายย่อย CLC

1.    เลือกผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้ทั้งความรู้ความเข้าใจคอนกรีตมวลเบา ทั้งทางด้านเครื่องจักรอุปกรณ์ เทคนิคการผลิตและการควบคุมคุณภาพ การจัดการทางการตลาดและการเงิน และคุณสมบัติของคอนกรีตมวลเบา อย่างไม่ลำเอียงและปกปิด สามารถบอกได้ทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งของแต่ละเฟสของการผลิตได้ เป็นทางลัดและป้องกันการผิดพลาดจากการลงทุนได้ดีกว่าการศึกษาเอง ซึ่งมีปัจจัยตัวแปรมากมายเช่น

•    ตัวแปรด้านคุณภาพสินค้า และวิธีการผลิต

•    ตัวแปรด้านต้นทุนการผลิตที่สามารถแข่งขันได้

•    ตัวแปรด้านต้นทุนการขนส่งที่มีผลต่อปัจจัยราคาขาย

 


 

 

Visitors: 44,792